Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

ข้อมูลทั่วไปของสถานศึกษา
คําขวัญประจําจังหวัดสุรินทร์  :   สุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่  ผ้าไหมงาม  ประคำสวย  ร่ำรวยปราสาท  ผักกาดหวาน  ข้าวสารหอม  งามพร้อมวัฒนธรรม

                         แสดงประชากรจังหวัดสุรินทร์ จำแนกตามสถานภาพแรงงาน พ.ศ.2552 หน่วย : คน


          อัตราการว่างงาน การศึกษาอัตราการว่างงานในปีที่ผ่านมา จะพบว่าอัตราการว่างงานของจังหวัดสุรินทร์ 
แต่ละไตรมาสจะปรับตัวสูงขึ้นและลดลงตามปัจจัยในเรื่องฤดูกาล เนื่องจากจังหวัดสุรินทร์เป็นเมืองเกษตรกรรม
ดังนั้นอัตราการว่างงานจึงเป็นเครื่องชี้วัด ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยฤดูกาล นอกจากนี้อัตราการว่างงานจะเกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจและพื้นที่ กล่าวคือ  แรงงานจะมีการเคลื่อนย้ายจากภาคเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรมในไตรมาสที่พ้นฤดูเพาะปลูก  พื้นที่การเกษตรจะมีอัตราว่างงานสูง ขณะที่พื้นที่ตั้งของอุตสาหกรรมจะมีอัตราว่างงานต่ำ สำหรับไตรมาส 1 นี้  อัตราการว่างงานภาพรวมอยู่ที่ร้อยละ 0.6  ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่แล้ว ร้อยละ 0.3
(ไตรมาส 4 ปี  2552  ร้อยละ  0.2 )

การท่องเที่ยว
         การท่องเที่ยวเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งของจังหวัดสุรินทร์ เนื่องจากจังหวัดสุรินทร์มีจุดเด่นในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม
ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิตที่แตกต่างจากจังหวัดอื่น ๆ และคณะรัฐมนตรีจึงมีมติอนุมัติให้จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดท่องเที่ยว
ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2527 ความมีชื่อเสียงเกี่ยวกับข้าวหอมมะลิ ผ้าไหม และช้าง อาทิเช่น การมีช้างเลี้ยงมากที่สุดในประเทศไทยเป็นเมืองช้าง การเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ การมีผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ที่ได้รับรองมาตรฐานและส่งออกขายไปทั่วโลก การได้รับคัดเลือกให้ออกแบบและทอผ้าไหมสำหรับตัดเสื้อให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจ APEC นอกจากนี้ การเป็นจุดเชื่อมต่อของอารยธรรมขอมโบราณ การเป็นเมืองชายแดนที่ติดต่อกับประเทศกัมพูชา มีจุดผ่านแดนถาวรช่องจอมเป็นประตูสู่แหล่งท่องเที่ยวระดับโลก อย่างปราสาทหินนครวัด นครธม ในกัมพูชา ก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี เหล่านี้ล้วนทำให้ชื่อของจังหวัดสุรินทร์เป็นที่รู้จักในระดับโลกและมีความภาคภูมิใจในหลายด้านดังต่อไปนี้

รูป “ข้าว”  จังหวัดสุรินทร์

         “ข้าว”  สุรินทร์เป็นดินแดนที่มีการปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดในประเทศและของโลก มีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 3 ล้านไร่ พร้อมที่จะเป็นแหล่งผลิตข้าวเลี้ยงคนไทยและเป็นครัวของโลก โดยเฉพาะที่สำคัญข้าวหอมมะลิอินทรีย์สุรินทร์เป็นข้าวที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ จังหวัดได้ประกาศนโยบายเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมีและสารพิษ มาตั้งแต่ปี 2542 และคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ 12 พ.ย. 2544 ให้จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดนำร่องในเรื่องการเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยและจังหวัดกำลังพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไปสู่มาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มผลผลิตและปริมาณการส่งออกต่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น โดยเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2547 จังหวัดสุรินทร์ได้ประกาศใช้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สุรินทร์ (มก.สร.) เป็นจังหวัดแรกของประเทศไทย ในปี 2549 จังหวัดสุรินทร์ได้ประกาศให้เป็นปีแห่งคุณภาพและ มาตรฐานข้าวหอมมะลิอินทรีย์อีกด้วย และปัจจุบันจังหวัด ได้พัฒนาเกษตรอินทรีย์ไปสู่มาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มผลผลิต และปริมาณการส่งออก โดยสมัครขอรับรองมาตรฐาน เกษตรอินทรีย์ ทั้ง 4 มาตรฐาน คือ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.), มาตรฐานเกษตร อินทรีย์ Organic Thailand (มก.อช.) ของกรมวิชาการเกษตร  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,  มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สุรินทร์ (มก.สร.) และ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ของสหภาพ ยุโรป (EU)

         นอกจากนี้ แหล่งปลูกข้าวในจังหวัด โดยเฉพาะแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ได้พัฒนาเป็นแหล่งการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีโฮมสเตย์ (Home Stay) ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่สนใจอีกด้วย

รูป “ผ้าไหม”  จังหวัดสุรินทร์

         “ผ้าไหม”  สุรินทร์เป็นแหล่งภูมิปัญญาแห่งผ้าไหมมหัศจรรย์ มีวัฒนธรรมการทอผ้าไหมที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากกัมพูชา ผ้าไหมสุรินทร์เป็นผ้าไหมที่มีคุณภาพดี   มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะถิ่น และผ้าไหมสุรินทร์ที่กำลังมีชื่อเสียงเป็นที่สนใจอยู่ในขณะนี้ คือ ผ้าไหม   ยกทองโบราณ บ้านท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผ้าไหมที่ใช้ตัดเสื้อให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคสวมใส่ นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดสุรินทร์ และเป็นที่ประจักษ์ถึงความมหัศจรรย์แห่งผ้าไหมที่งดงาม และในปี พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นปีมหามงคลเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย บ้านท่าสว่าง อ.เมือง รับมอบหมายให้เป็นผู้ออกแบบและทอผ้าคลุมพระอังสา (ไหล่) ไหมยกทอง เพื่อเป็นที่ระลึกแด่    พระราชอาคันตุกะ ที่เสด็จมาร่วมในงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

 

ข้อมูลทั่วไปของสถานศึกษา
 
[หน้า1] [หน้า2] [หน้า3] [หน้า4] [หน้า5] [หน้า6] [หน้า7] [หน้า8] [หน้า9] [หน้า10] [หน้า11] [หน้า12]
 
Untitled Document